ค้นหา
หมวดหมู่สินค้า
Close
Filters
Preferences
ค้นหา
RSS

สาระน่ารู้

6 วิธีรับมือช่วงหน้าร้อน ของพนักงานออฟฟิศ

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ใครว่านั่งทำงานในออฟฟิศแอร์เย็นๆแล้วจะสบาย
พอช่วงบ่าย ไปทานอาหารกลางวันแค่ก้าวขาออกจากตึก ก็เหมือนถูกพระอาทิตย์แผดเผาจนแทบไหม้ วันนี้เรามาดูวิธีรับมือช่วงหน้าร้อน ของพนักงานออฟฟิศกันค่ะ

1. หลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวัน
ช่วงกลางวันเป็นช่วงที่พนักงาออฟฟิศกลัวที่สุด เพราะเวลาออกไปทานอาหารจะต้องฝ่าแดดอันร้อนแรงออกไป ดังนั้นมีวิธีหลีกเลี่ยงแดดได้ง่ายๆ คือ นำอาหารมาจากบ้าน หรือสั่งบริการส่งถึงที่ นั่งทานสบายๆ แอร์เย็นๆกันในออฟฟิศดีกว่า

2. ร่ม/หมวก/แว่นกันแดด
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงการออกไปโดนแดดไม่ได้ ร่ม/หมวก/แว่นกันแดด 3 สิ่งนี้สามารถช่วยท่านได้เวลาต้องออกไปล่าท้าแดด สามารถเบาเทาความร้อนได้ไม่ได้มากแต่ก็ยังดีกว่าให้ผิวอันบอบบางของเรารับแดดไปเต็มๆ (แต่อย่าลีมทาครีมกันแดดกันด้วยนะคะ)

3. ดื่มน้ำเยอะๆ
การดื่มน้ำเยอะช่วยให้ร่างกายสดชื่นมากยิ่งขึ้น เมื่ออากาศร้อนมาก เหงื่อออกมาก อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเยอะ การดื่มน้ำเย็นๆสักแก้วช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้มากเลยทีเดียว ยิ่งถ้าได้น้ำแร่ซ่าๆสักขวด สดชื่นขึ้นเยอะเลยค่ะ
น้ำแร่ชนิดมีฟอง https://goo.gl/O3gZuw  ,  https://goo.gl/fZQLZm
น้ำดื่มสะอาด https://goo.gl/qawQMG




4. พกทิชชู่เปียก/ผ้าเย็นติดตัว
เมื่ออากาศร้อนมากๆ เราอาจจะเหนียวเนื้อเหนียวตัว หงุดหงิด วุ่นวาย การนำทิชชู่เปียกหรือผ้าเย็นมาเช็ดตามแขนขา ก็ช่วยให้เราบรรเทาความหงุดหงิดและเพิ่มความสดชื่นมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ต้องเลือกทิชชู่เปียกและผ้าเย็นที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวของเราด้วยนะคะ
ผ้าเย็น https://goo.gl/dd5Mh7



5. ล้างมือบ่อยๆ
เมื่ออากาศร้อนจะทำให้เชื้อโรคต่างๆเจริญเติบโตได้ดี และเชื้อโรคเหล่านั้นก็จะไปแฝงตัวอยู่รอบๆตัวเรา และสิ่งที่เรานำมือไปสัมผัสนั่นเอง เพราะฉะนั้นเราควรล้างมือทุกครั้งหลังออกจากห้องน้ำ และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้เชื้อโรคที่อยุ่ที่มือปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย และควรล้างด้วยสบู่ล้างมือที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพื่อช่วยให้มือสะอาดมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือกันด้วยนะคะ
สบู่เหลวล้างมือ https://goo.gl/fbVngJ



6. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นภูมิต้านทานที่สำคัญมากๆที่จะป้องกันตัวเองจากโรคต่างๆ ทั้งลมแดด และอาหารเป็นพิษ อันเกิดจากอากาศร้อนและแดดแรง ถ้าเรามีภูมิต้านทานที่แข็งแรง และดูแลป้องกันตัวเองอย่างดี ก็จะทำไม่ให้เราเสี่ยงเป็นโรคต่างๆได้


ขอบคุณภาพจาก freepik

7 ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ ที่พนักงานออฟฟิศต้องรู้

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มสุดฮิตตลอดการของเหล่าพนักงานออฟฟิศ เนื่องจากข้อเด่นที่ทุกคนรู้เป็นอย่างดีก็คือ คาเฟอีน ที่ช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ลดอาการง่วงนอน นอกจากข้อดีที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว กาแฟยังมีประโยชน์อีกหลายชนิด ที่พนักงานออฟฟิศที่รักการดื่มกาแฟต้องรู้


    1. ช่วยชะลอความแก่

ข้อดีของกาแฟที่สาวๆหนุ่มๆ จะต้องรีบไปหามาดื่มก็คือการช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์กว่าวัย แต่ต้องเป็นกาแฟดำเท่านั้นนะคะ ถ้าเป็นกาแฟผสมครีม นม น้ำตาล นอกจากจะช่วยอะไรไม่ได้มากแล้ว ยังทำให้อ้วนอีกด้วย


    2. ช่วยลดความอ้วน

กาแฟดำเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หลายคนดื่มกาแฟแล้วอ้วนนั้นเป็นเพราะว่าดื่มกาแฟผิดชนิดนั่นเอง

    3. ป้องกันโรคมะเร็ง

    กาแฟดำมีกรดอะซิติกที่สามารถยับยั้งและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติที่มีโอกาสเติบโตเป็นก้อนมะเร็ง แต่การดื่มกาแฟนั้นไม่สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้

    4. ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี

จากผลการวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟวันละ3แก้ว จะสามารถช่วยป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซีได้ แต่การจะดื่มในปริมาณมากๆนั้นต้องดูความเหมาะสมของร่างกายเป็นหลักนะคะ

    5. ช่วยป้องกันโรคหอบ

ฤทธิ์ของกาแฟดำสามารถช่วยลดอาการตึงเครียดของประสาทสัมผัมสำรองที่เป็นสาเหตุของการเกิดหอบ ทำให้การดื่มกาแฟดำในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหอบ

    6. ลดความเสี่ยงอาการโรคหัวใจ

ในกาแฟดำจะมีวิตามินบี 1 ชนิด ที่ชื่อว่านิโคติน ซึ่งสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว แต่กาแฟดำจะเหมาะสมสำหรับผู้ดื่มที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ดื่มเพื่อช่วยป้องกัน ไม่สามารถช่วยรักษาโรคหัวใจได้ ผู้ป่วยโรคหัวใจห้ามดื่มนะคะ

    7. ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ

คาเฟอีนช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี สามารถช่วยลดและบรรเทาอาการปวดศีรษะที่เกิดจากอาการเมาค้าง แต่ทั้งนี้การดื่มให้ได้ประโยชน์ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะด้วยนะคะ


        สามารถเลือกซื้อกาแฟดำมาชงดื่มเองง่ายๆได้ที่บ้านหรือที่ทำงานในราคาประหยัด และจัดส่งฟรีเมื่อซื้อครบ 499 บาท ที่ https://goo.gl/IMeQoZ

ขอบคุณข้อมูลจาก coffeefavour
ขอบคุณภาพจาก Freepik,Freeimage


ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ บางปีก็มี 28 วัน บางปีก็มี 29 วัน ?????

เมื่อ 46 ปี ก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซาร์ กษัตริย์แห่งโรมัน ได้ริเริ่มการใช้ปฏิทินจูเลียน ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวโรมันจะใช้ปฏิทินโรมัน ที่มีทั้งหมด 10 เดือน มีจำนวนทั้งหมด 304 วัน (Martius, Aprilis, Maius, Junius, Quintilis, Sextilis, September, October, November และ December) ซึ่งจูเลียส ซีซาร์ มองวาปฏิทินแบบโรมันนั้นมีความไม่เหมาะสมกับความจริง จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 2 เดือน เป็น 12 เดือน คือเดือน  January และ February และกำหนดให้ในแต่ละเดือนมีจำนวนวัน 30 และ 31 วัน ยกเว้นแค่เดือน February ที่เพิ่มมาใหม่ให้มี 29 วัน แต่ในปี อธิกสุรทิน (ปีที่มี 366 วัน) เดือน February จะมี 30 วัน นอกจากนี้ จูเลียส ซีซาร์ ยังได้เปลี่ยนเดือน Quintilis ซึ่งเป็นเดือนเกิดของตนเองให้มีชื่อว่า July ตามชื่อของตนเองอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก kroochontida



ภาพจาก legio-ix-hispana

ต่อมาเมื่อถึงยุคของ ออกัสตุส ซีซาร์ ลูกบุญธรรมของ จูเลียส ซีซาร์ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็อยากจะมีชื่อเดือนเป็นของตนเองบ้าง จึงได้เปลี่ยนเดือน Sextilis ที่เป็นเดือนเกิดของตนเองเป็นเดือน August พร้อมเพิ่มจำนวนวันของเดือน August จาก 30 วัน เป็น 31 วันอีกด้วย เนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าเป็นเลขคู่จะไม่ดี และเมื่อได้มีการเพิ่มวันของเดือน August  ขึ้นทำให้ต้องไปลดจำนวนวันของเดือนอื่นลง ซึ่งก็คือเดือน February นั่นเอง ทำให้จากเดิมเดือน February มี 29 วัน ก็กลายเป็น 28 วัน ส่วนปีอธิกสุรทิน จากมี 30 วันก็กลายเป็นมี 29 วัน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

มาถึงเหตุผลสำคัญกันแล้วว่าทำไมเดือนกุมภาพันธ์บางปีถึงมี 28 วัน บางปีถึงมี 29 วัน

    จูเลียส ซีซาร์ ได้อ้างอิงจากการนับวันตามระบบสุริยคติ ที่1 ปี จะเท่ากับ 365.25 วัน โดยนับจากวันที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่การที่จะให้ 1 ปี เท่ากับ 365.25 วัน อาจจะทำให้การนับวันยุ่งยากและลำบาก จึงได้กำหนดให้เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน จนครบปีที่ 4 ซึ่ง เศษที่เหลือ 0.25x4ปี ก็จะได้ 1 วัน และเอา 1 วันที่เหลือมาทบในปีที่ 4 ทำให้ปีที่ 4 มีจำนวนวันทั้งสิ้น 366 วัน หรือเรียกอีกอย่างว่าปี อธิกสุรทิน
(ในยุคของ จูเลียส ซีซาร์ กุมภาพันธ์จะมี 29 วัน และปี อธิกสุรทิน จะมี 30 วัน)


ต่อมาในยุคของ เกรกอเรียน ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เนื่องจากเกรกอเรียน พบว่า 1 ปีนั้น มีจำนวน 365.2425 ซึ่งใกล้เคียงกับความเป็นจริง ที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ประมาณ  365.242199074 วั น แต่ของจูเลียส ซีซาร์ 1 ปี จะเท่ากับ 365.25 วัน ทำให้วันวสันตวิษุวัต ของทุกปีมีความคลาดเคลื่อน สมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13 จึงประกาศใช้ ปฏิทินเกรกอเรียน ครั้งแรกเมื่อวันที่ เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2125 (ค.ศ. 1582) และได้มีการแก้ไขปฏิทินย้อนหลังอีกด้วย จนทำให้ปฏิทินจูเลียนและปฏิทินเกรกอเรียนนั้นตรงกัน จนใช้กันมาถึงปัจจุบัน
ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์ที่จะมี 29 วันนั้น จะมีอีกครั้งในปี ค.ศ. 2020 หรือปีพ.ศ. 2563 นั่นเอง


5 สิ่งที่ห้ามทำในที่ทำงาน ไม่งั้นอาจจะโดนเพื่อนร่วมงานร้องยี๊

การอยู่ในที่ทำงาน เป็นการอยู่ร่วมกับคนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันกับคนหลายๆคน เราจึงต้องระวังพฤติกรรมของเราเป็นอย่างมาก บางครั้งเราติดพฤติกรรมบางอย่างมาจากที่บ้าน พอมาทำที่ทำงานอาจจะทำให้เพื่อนร่วมงานร้องยี๊ได้


    1. คิดว่าตัวเองเป็นนักร้องเดอะสตาร์
หลายคนชอบร้องเพลงในที่ทำงาน ใส่หูฟังเปิดเพลงเสียงดังๆและร้องเพลงออกท่าทางอย่างเมามัน ถ้าเป็นคนเสียงเพราะ เพื่อนร่วมงานชอบฟังก็โชคดีไป แต่ถ้าเสียงไม่เพราะเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน เพราะอาจจะไปรบกวนสมาธิในการทำงานจนเกิดความน่ารำคาญได้



    2. การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นเหม็น
เรื่องรับประทานอาหารในที่ทำงาน ควรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคงเป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว เนื่องจากความเร่งรีบในแต่ละวัน แต่ควรเลือกทานและระมัดระวังอาหารที่มีกลิ่นเหม็น เช่น ทุเรียน ผัดสะตอ หน่อไม้ แหนม ไส้กรอกอีสาน และอื่นๆอีกมากมาย บางครั้งกลิ่นอาจจะทำให้เพื่อนร่วมงานหิวตาม หรืออาจจะทำให้เพื่อนร่วมงานเหม็นจนทนไม่ไหวเลยก็ได้







    3. การเลอ
เมื่อทานจนอิ่มแล้ว เราก็ต้องระวังเรื่องการเลอกันต่อ บางครั้งทานอิ่มจนมากเกินไปเผลอตัวเลอออกมา ถึงจะแอบเลอแบบไม่มีเสียง แต่กลิ่นนั้นมันไม่ธรรมดาเลยนะจ๊ะ อาจจะทำให้เพื่อนร่วมงานมองบนใส่ เพราะกลิ่นที่ออกมานั้นก็สอดคล้องกับอาหารที่เราทานไปนั่นเอง หาตัวคนผิดได้ไม่ยาก



    4. ผายลม
สิ่งที่หนักกว่าการเลอก็คือการผายลม บางครั้งเป็นเพชรฆาตไร้เสียง ไร้ตัวตน มาแบบนิ่งๆ แต่คนข้างๆแทบสิ้นใจ  หลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมันห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมมันได้นะคะ แค่คุณลุกเดินไปที่ๆไม่มีคน เช่นห้องน้ำ แค่นี้ก็ไม่ทำให้เพื่อนร่วมงานร้องยี๊แล้ว


    5. การสั่นขา
คนที่ชอบเขย่าขานั้น ส่วนใหญ่จะติดจนกลายเป็นการกระทำที่ไม่รู่ตัว จากค่อยๆสั่น อาจจะสั่นเพราะปวดห้องน้ำ สั่นเพราะเมื่อย หรือสั่นเพราะเป็นคนเซกส์จัดแบบที่เค้าว่ากันนะ แต่เมื่อสั่นบ่อยๆเข้าก็จะกลายเป็นความเคยชินที่จะต้องคอยสั่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งทำอะไรก็ตาม นั่งทานข้าว นั่งอยู่บนรถ หรือแม้กระทั่งนั่งทำงาน ถ้าเราสั่นอยู่ในพื้นที่ของเราไม่กระทบต่อเพื่อนร่วมงานก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา แต่ออฟฟิศส่วนใหญ่ โต๊ะทำงานจะติดกันทำให้สั่นไปถึงโต๊ะเพื่อนด้วย บางครั้งนั่งทำงานข้างๆโต๊ะสั่นเหมือนมีแผ่นดินไหวกันเลยทีเดียว


กาวแต่ละชนิดมีอะไรบ้างนะ

ใครรู้บ้างว่ากาวที่เราใช้กันทุกวันนี้มีหลายชนิดมาก และแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไปตามการใช้งาน หรือต่างกันไปตามพื้นผิววัสดุที่เราต้องการนำไปใช้งาน ซึ่งวันนี้ Goodchoiz จะพาทุกท่านไปรู้จักกับกาวแต่ละชนิดกันนะคะ


1 . กาวแท่ง

เป็นกาวที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ กาวแท่งเรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานที่แทบจะขาดไม่ได้เลยทีเดียว ลักษณะเป็นแท่งสีขาว มีรูปร่างเหมือนแท่งลิปสติก หมุนออกเวลาใช้งาน และหมุนเข้าเวลาต้องการเก็บ มีฝาบิด ใช้งานง่าย ไม่เลอะเทอะ ไม่ทำให้กระดาษย่น เหมาะสำหรับงานออฟฟิศทั่วไป งานกระดาษ หรืองานศิลปะ


2. กาวน้ำ

กาวน้ำก็เป็นกาวอีกชนิดที่หลายๆท่านคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก มีลักษณะเป็นเนื้อกาวเหนียวข้นสีใส ตัวบรรจุภัณฑ์มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบขวด แบบหลอด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาทำให้การใช้งานง่ายยิ่งขึ้นด้วยการทำแบบปากขวดเล็กๆ หรือปากขวดฟองน้ำ ทำให้บีบใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเลอะมือ เหมาะสำหรับงานเอกสาร งานผ้า งานในออฟฟิศทั่วไปและงานศิลปะ

3. กาวลาเท็กซ์หรือกาวขาว

    กาวขาวหรือที่หลายคนรู้จักในชื่อกาวลาเท็กซ์ มีลักษณะเนื้อกาวสีขาว ข้นหนืด อยู่ในบรรจุภัณฑ์หลายรูปแบบ ทั้งแบบขวด แบบหลอด เพื่อความสะดวกในการใช้งาน เหมาะสำหรับติดกระดาษ งานไม้ งานผ้า งานศิลปะ และงานอเนกประสงค์ทั่วไป

4. กาวสเปรย์

    กาวสเปรย์ เป็นกาวที่ถูกบรรจุอยู่ในกระป๋องเมื่อพ่นออกมาจะเป็นละออง ใช้ง่าย สะดวก มีหลายรูปแบบทั้งแบบแห้งช้า แห้งเร็ว แบบติดชั่วคราวและติดถาวร เหมาะสำหรับงานศิลปะ การติดปกหนังสือ หรืองานทั่วไป

5. กาวร้อน

    กาวร้อนหรือหลายคนจะเรียกว่ากาวช้างเป็นเนื้อกาวเหลวสีใส ติดแน่นทนนาน แห้งไวเพียงใช้เวลาไม่กี่วินาที เหมาะสำหรับติดโลหะ พลาสติก เครื่องหนัง งานไม้ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแก้ว เครื่องประดับ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์และงานทั่วไป

6. กาวสารพัดประโยชน์

กาวสารพัดประโยชน์ แค่ชื่อก็บอกคุณสมบัติของกาวชนิดนี้กันแล้วนะคะ ว่าสำหรับงานสารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นงานกระดาษ ผ้า ไม้ กระเบื้อง แก้ว งานศิลปะ และงานอเนกประสงค์ทั่วไป

7. กาวดินน้ำมัน

    กาวดินน้ำมัน มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆ ใช้งานง่ายเพียงนวดให้นิ่มก่อนใช้งาน และนำไปติดในพื้นผิวที่ต้องการ เหมาะสำหรับกระดาษ พลาสติก ไม้ กระจก สามารถใช้ได้หลายครั้ง และไม่เป็นคราบเมื่อลอกออก

    นอกจากนี้กาวยังมีการทำออกมาสำหรับการใช้งานเฉพาะด้านอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกาวสำหรับงานไม้ กาวสำหรับงานหนัง ซึ่งคุณภาพของกาวนั้นจะดีหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่การเลือกใช้กาวให้ถูกประเภทด้วยนะคะ สามารถเลือกซื้อกาวแต่ละประเภทได้ที่
https://goo.gl/jOEP5f 


ปากกาลูกลื่น ที่มีประวัติความเป็นมาไม่ลื่นสมชื่อ

ปากกาลูกลื่นเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี คศ. 1900 โดยนายจอห์น เอช. ลาวด์ ชาวอเมริกา โดยปากกาลูกลื่นนั้นเป็นปากกาที่มีลูกบอลเหล็กเล็กๆ (ball)

สักการะพระธาตุต้อนรับปีใหม่ตาม 12 ปีนักษัตร

ใกล้สิ้นปีหลายคนอาจจะกำลังมองหาสถานที่ไปสักการะในการเสริมดวงในปี 2560 เพื่อให้ชีวิตในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงมีแต่เรื่องดีๆ และประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะปีนักษัตรที่ตรงกับปีชงและปีร่วมชงก็จะหาที่สักการะเพื่อให้ปีชงในปีนั้นๆ มีแต่สิ่งที่ดีๆเข้ามา วันนี้เราจะพาไปสักการะพระธาตุประจำปี 12 นักษัตรกันนะคะ

  1. ปีชวด (ปีหนู)  

พระธาตุประจำปีนักษัตร คือ พระธาตุศรีจอมทอง ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติ : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 บริเวรที่ตั้ง บนเนินดินสูง ประมาณ 10 เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามประวัติสันนิษฐานว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่จากลักษณะทางศิลปกรรมของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในวัด ปรากฏเป็นลักษณะของศิลปกรรมในสมัยหลังพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งเป็นระยะเวลาของยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่

ในพระวิหารหลวงของวัดพระธาตุศรีจอมทอง เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักขิณโมลีธาตุ พระธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดประมาณเมล็ดข้าวโพด สันฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวล ดุจสีดอกบวบ หรือ สีดอกพิกุลแห้ง ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ ดอยจอมทอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๘ จนถึงปัจจุบัน พระบรมธาตุ ถูกบรรจุไว้ในพระโกศ ๕ ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ภายในพระวิหารจตุรมุข ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ มีฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส คล้ายพระเจดีย์ กว้าง ๔ เมตร สูง ๘ เมตร ตามประวัติว่าสร้างขึ้นโดย พระษาดิลกปนัดดาธิราช หรือ พระเมืองแก้ว กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๐ (ข้อมูลจาก www.watchomtong.org)

พระธาตุศรีจอมทอง

ภาพจากmylifemytravels



  1. ปีฉลู (ปีวัว)  

พระธาตุประจำปีนักษัตร คือ พระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง

ประวัติ : พระธาตุลำปางหลวง ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นเจดีย์กลมทรงระฆังคว่ำ(แต่ในหนังสือพระเจดีย์ในล้านนา โดย สถาบันวิจัยสังคม ม.เชียงใหม่ กลับเรียกว่า เจดีย์แบบพุกามล้านนา เนื่องจากมีการปิดทองจังโกคล้ายแบบพุกามนั่นเอง) ปิดทองจังโกทั่วทั้งองค์เจดีย์ รูปทรงหนักแน่น ไม่ชลูดเหมือนเจดีย์แห่งอื่นๆ รอบๆพระธาตุมีการล้อมรอบด้วยรั้วเหล็ก โคมรั้ว มีการสร้างซุ้มประตูโขงอยู่ทางทิศใต้ของพระธาตุ บริเวณรั้วเหล็กมีเรื่องเล่าถึง รอยกระสุนปืน ที่หนานทิพย์ช้างยิงปืนสังหาร ท้าวมหายศ เมื่อช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 ปรากฏในตำนานพระธาตุลำปางหลวงที่กล่าวถึง การเสด็จมาถึงของพระพุทธเจ้า ที่บ้านลัมภะการีวัน(บ้านลำปางหลวง) เมื่อเสด็จอยู่ดอยม่อนน้อย ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่ง นาม"ลัวะอ้ายกอน" เห็นพระพุทธเจ้า เกิดมีความเลื่อมใสได้นำเอาน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง(ไม้ช้าวหลามไม้เปราะ) มะพร้าวและมะตูมอย่างละ 4 ลูกน้อมถวายพระองค์

และพระองค์ก็มอบพระเกษาและได้มีพุทธพยากรณ์ต่อไปว่า ในอนาคต จะมีพระอรหันต์นำเอาอัฐิพระนลาต(หน้าผาก)ข้างขวา และอัฐิลำคอข้างหน้าหลังมาบรรจุไว้ในนี้ (ข้อมูลจาก lampang.go.th)

พระธาตุลำปางหลวง

ภาพจาก lampang.go.th



  1. ปีขาล (ปีเสือ)

พระธาตุประจำปีนักษัตร คือ พระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

ประวัติ : สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยระหว่างจุลศักราช ๕๘๖-๕๘๘ (พ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๘๑)ในสมัยพระมหาธรรมราชา(ลิไท) ได้เสด็จมาบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์แห่งนี้ จากนั้นได้จัดงานสักการะ ๗ วัน ๗ คืน จึงได้ชื่อว่า "พระธาตุช่อแฮ" (คำว่า "แฮ" เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า "แพร" แปลว่า ผ้าแพร) และในปีพ.ศ.๒๔๖๗ ครูบาศรีวิชัย ได้มาเป็นประธานบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่ง

(ข้อมูลจากphrae.go.th)

 

พระธาตุช่อแฮ

ภาพจาก phrae.go.th

 

  1. ปีเถาะ (ปีกระต่าย)

พระธาตุประจำปีนักษัตร คือ พระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

ประวัติ :พระธาตุแช่แห้ง จากพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พระยาการเมือง เจ้านครน่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงสุโขทัย มาประดิษฐานไว้ที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวยและทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นี่จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุแช่แห้ง (ข้อมูลจาก tlcthai.com)

 

พระธาตุแช่แห้ง

ภาพจาก lannatouring.com

 

  1. ปีมะโรง (ปีงูใหญ่)

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร คือ วัดพระสิงห์วรมหาวิหารพระพุทธสิหิงค์ จ.เชียงใหม่

ประวัติ :วัดพระสิงห์วรวิหารเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ภายในมีพระสิงห์หรือพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณศิลปะเชียงแสนโบราณ  ปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ชาวเมืองจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้แห่ไปตามถนนรอบเมืองเพื่อให้ประชาชนสรงน้ำโดยทั่วถึงกัน (ข้อมูลจาก travel.mthai)

 

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ภาพจาก web-pra.com

 

  1. ปีมะเส็ง (ปีงูเล็ก)

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร คือ พระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจดีย์เจ็ดยอด) จ.เชียงใหม่

ประวัติ :วัดโพธารามมหาวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เดิมชื่อวัดเจดีย์เจ็ดยอด หรือ วัดเจ็ดยอด? ตั้งอยู่ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 11 แห่งราชวงศ์เม็งราย ทรงสร้างวัดโพธารามมหาวิหาร สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น เป็นเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ปัจจุบันเจดีย์เจ็ดยอดหักพังไปเกือบหมด พุทธคยา คือคำเรียกกลุ่มพุทธสถานสำคัญใน อำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่ง ของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธสังเวชนียสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก ปัจจุบันบริเวณพุทธศาสนสถานอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัดมหาโพธิ (ข้อมูลจาก tlcthai.com)

 

พระศรีมหาโพธิ์พุทธคยา

ภาพจาก tlcthai.com

 

  1. ปีมะเมีย (ปีม้า)

พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า

ประวัติ : พระเจดีย์ชเวดากอง มีความสูง ๙๙ เมตร ยอดบนสุดของพระเจดีย์ ประดับด้วยทองคำ ทำเป็นทรงกลม ตกแต่งด้วยอัญมณี ถือกันว่าเป็นเครื่องหมายแห่ง “พระนิพพาน” หรือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย สามารถเดินทางไปมนัสการพระบรมธาตุเมืองตาก ที่วัดพระบรมธาตุ อ.บ้านตาก จ.ตาก แทนพระธาตุชเวดากองที่ประเทศพม่าได้ เนื่องจากเป็นเจดีย์ที่พระครูพิทักษ์ (ทองอยู่) ได้จำลองแบบมา จากพระธาตุชเวดากองโดยครอบพระธาตุเจดีย์องค์เดิมไว้ (ข้อมูลจาก tlcthai.com)

 

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง

ภาพจาก tripdeedee.com

 

  1. ปีมะแม (ปีแพะ)

พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระบรมธาตุดอยสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ประวัติ :สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ . ๑๙๒๖ ในสมัยของพระญากือนามหาราชและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ . ศ . ๒๐๑๐ โดยมีตำนานที่เล่าเกี่ยวกับวัดพระธาตุดอยสุเทพไว้ว่า ในสมัยพระญากือนา กษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย ( ครองราชย์ พ . ศ . ๑๘๙๘ - ๑๙๒๘ ) ผู้ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์บนดอยสุเทพ โดยทรงนิมนต์พระมหาสุมนเถระเจ้าจากเมืองสุโขทัยให้มาประกาศศาสนาที่เมือง เชียงใหม่ และในครั้งนั้น พระมหาสุมนเถระเจ้าได้นำเอาพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย พระญากือนาเกิดความเลื่อมใสมาก จึงโปรดให้มีพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุเพื่อจะได้อัญเชิญไปบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์ ของวัดบุปผาราม ในขณะที่กระทำพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุอยู่นั้นเอง พระบรมธาตุได้แยกออกเป็นสองส่วน พระญากือนากับพระมหาสวามีสุมนะจึงได้พร้อมใจกันทำพิธีบรรจุพระบรมธาตุองค์ ใหม่ไว้ที่วัดสวนดอก ส่วนพระบรมธาตุองค์เดิมนำไปประดิษฐานไว้ที่ดอยสุเทพ โดยเริ่มจากการอัญเชิญผอบพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสถิตเหนือเศวตคชาธารช้างมงคล แล้ว อธิษฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป หากพระบรมธาตุประสงค์จะสถิตอยู่ ณ ที่ใด ก็ขอให้ช้างมงคลหยุด ณ ที่แห่งนั้น และในระหว่างทางที่ช้างมงคลเดินทางไป ก็ได้หยุดเดินถึงสามครั้งทำให้เกิดชื่อของดอยช้างนูนและดอยงาม ครั้งที่สามซึ่งถือเป็นครั้งสำคัญ เนื่องจากช้างมงคลได้ไต่เขาไปจนถึงยอดดอยวาสุเทพบรรพตแล้วร้องเสียงดังจน ก้องสะท้านไปทั่วภูเขา เมื่อเดินประทักษิณ ๓ รอบแล้วจึงคุกเข่าหมอบลง และทันทีที่อาราธนาพระบรมธาตุลงจากหลังแล้ว ช้างมงคลนั้นล้มลงตายในทันที ซึ่งหมายความว่าจะไม่ยอมเป็นพาหนะของผู้ใดอีก (ข้อมูลจาก web-pra.com)

พระบรมธาตุดอยสุเทพ

ภาพจาก TrueLife

 

  1. ปีวอก (ปีลิง)

พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุพนมวัดพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

ประวัติ : พระธาตุพนมประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ตามตำนานกล่าวว่าสร้างมานานไม่น้อยกว่า ๒,๓๐๐ ปี ผู้ที่สร้าง คือ พระ มหากัสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ได้นำพระอุรังคธาตุหรือกระดูกหน้าอก ของสมเด็จพระสัมมนาพุทธเจ้ามาเพื่อบรรจุไว้ในพระธาตุผู้ที่ร่วมช่วยในการสร้างพระ ธาตุนี้คือ ท้ายพระยาเมืองต่าง ๆ พญานันทเสน เมืองศรีโคตรบูรณ์ (เมืองนครพนม เดิม) พญาจุลนีพรหมทัด พระยาอินทรปัตนคร และพญาดำแดง เมืองหนองหารน้อย พากันยกโยธามาช่วยสร้างพระธาตุพนมจนเสร็จและบรรจุอุรังคธาตุพร้อมของมีค่าไว้ ภายในเป็นจำนวนมาก

        ในปี พ.ศ. 2485 ได้รับการยกฐานะเป็น พระอารามหลวงชั้นเอกขึ้นเป็น "วรมหาวิหาร" ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม 2518 เวลา 19.38 น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนม และประจวบกับระหว่างนั้นฝนตกพายุพัดแรงติดต่อมาหลายวัน ประชาชนทั้ง ประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม การก่อสร้างนี้เสร็จ สิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2522 นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุแล้ว ยังมีของมีค่ามาก มายนับหมื่นชิ้น โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุ มีน้ำหนักถึง 110 กิโลกรัม ปัจจุบันองค์พระธาตุ มีฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร สูง 53.60 เมตร เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงแลดูสง่างาม (ข้อมูลจาก thatphanomriverviewhotel)

พระธาตุพนม


ภาพจาก http://thai.tourismthailand.org/



  1. ปีระกา (ปีไก่)

 

พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน

ประวัติ :เป็นเจดีย์ทรงล้านนา หุ้มแผ่นทองจังโกทั้งองค์ เมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์ในปี พ.ศ.2054 
สมัยพระเมืองแก้วกษัตริย์เชียงใหม่ โดยคราวนั้นได้มีการสร้างระเบียงหอกทำด้วยทองเหลืองล้อมองค์พระธาตุ
สำหรับองค์พระเจดีย์สูง 92 ศอก มีฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงกลมสามชั้นรับฐานบัว และองค์ระฆังกลม องค์ระฆังกลมหุ้มแผ่นทองจังโก ประทับลวดลายดอกไม้สี่กลีบ และดุนลายเป็นภาพพระพุทธรูปปางถวายเนตร และปางลีลา นักประวัติศาสตร์พบจารึกบนแผ่นทองที่องค์ระฆังด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือพบเป็นอักษรล้านนา ระบุถึงผู้ปฏิสังขรณ์ว่า "พระมหาเทวีผู้เป็นแม่แก่เจ้าพญาทั้งสองพี่น้อง ผู้เป็นอุบาสิกาแก่ฝูงสงฆ์ทั้งหลาย" เดิมเชื่อว่าเป็นพระราชมารดาของพระเจ้ากือนา แต่เมื่อพิจารณาจากพงศาวดารและรูปแบบอักษรแล้ว จึงเชื่อว่าน่าจะหมายถึงพระราชชนนีของพญาแสนภูแห่งนครเชียงใหม่ ถัดจากองค์ระฆังเป็นบันลังก์ย่อมุมและปล้องไฉน ปลียอดเจดีย์ทำเป็นฉัตรเก้าชั้น (ข้อมูลจากi.lamphun.go.th)

 

พระธาตุหริภุญชัย

ภาพจาก lamphuncycling

 

  1. ปีจอ (ปีสุนัข)

พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ พระธาตุเกศแก้วจุฬามณี วัดเกตุการาม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หรือ พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่า

    ประวัติ :   พระธาตุวัดเกตการาม ความเป็นมาตามพุทธประวัติ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นที่ประดิษฐานพระทันตธาตุที่พระอินทร์นำมาจากพระบรมธาตุที่โทณพราหมณ์ได้แอบซ่อนไว้ เมื่อครั้งมีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าให้แก่เจ้าเมืองต่าง ๆ ด้วยเหตุที่ พระธาตุเจดีย์องค์นี้ มนุษย์ไม่สามารถเดินทางไปถึงได้ ดังนั้น นอกจากนมัสการด้วยการบูชารูปแล้วยังสามารถบูชาพระเจดีย์ ที่วัดเกตการาม จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีชื่อพ้องกับพระเกศแก้ว จุฬามณี (ข้อมูลจาก hilight.kapook)

วัดพระธาตุเกตาราม

 

    พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขา ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็น1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ (ข้อมูลจาก tlcthai.com)

วัดพระธาตุอินทร์แขวน

    หรือสามารถเดินทางไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนจำลองได้ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาโพธิวงศาจริยาราม พุทธอุทยานดอยผาสวรรค์ เฉลิมพระเกียรติ ร.9 อ.เมือง จ.แพร่ ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร

   

  1. ปีกุน (ปีหมู)

พระธาตุประจำปีเกิดนักษัตร คือ วัดพระธาตุดอยตุง ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย 

ประวัติ : สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอชุตราช ผู้ครองเมืองโยนกนาคพันธุ์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ดังที่พระพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์ไว้ก่อนที่จะสร้างพระเจ้าอชุตราชให้ทำทุง (ตุง) มีความยาว ๑,๐๐๐ วา ปักบนยอดเขาหากทุงปลิวไปถึงที่ใด ก็กำหนดให้เป็นฐานของพระเจดีย์ ทั้งนี้พระองค์ได้ทรงพระราชทานทองคำให้พวกลาวจกเป็นค่าที่ดิน และให้พวกมิลักขุ ๕๐๐ ครอบครัวดูแลรักษาพระธาตุ ต่อมาในสมัยพญามังราย พระมหาวชิรโพธิเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย ๕๐ องค์ พญามังรายจึงได้สร้างพระเจดีย์อีกองค์ใกล้กับเจดีย์องค์เดิม บางตำนานว่าที่มาชื่อดอยตุง เนื่องจากพระมหากัสสปะ ได้อธิษฐานตุงยาว ๗,๐๐๐ วาไว้ที่ยอดดอยแห่งนี้ พระบรมธาตุดอยตุงได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ ได้บูรณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทองค์ปัจจุบันพระบรมธาตุดอยตุงเป็นที่เคารพสักการะของชาวล้านนา ไทใหญ่ หลวงพระบางและเวียงจันทน์ ทุกปีจะมีงานมนัสการพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือน ๓

องค์พระบรมธาตุเจดีย์ มีอยู่ ๒ องค์ โดยมีเรื่องเล่าว่าได้มีการนำพระบรมธาตุมาบรรจุที่ดอยตุงถึง ๓ ครั้ง แต่ละครั้ง ก็จะมีการก่อเจดีย์ขึ้นด้วย แต่มีเพียง ๒ องค์เท่านั้นที่ได้รับการบูรณะและอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพระเจดีย์ทั้ง ๒ องค์นี้เป็นที่ ประดิษฐานของพระบรมธาตุส่วนไหปลาร้า และพระธาตุย่อย (ข้อมูลจาก tlcthai.com)

 

พระธาตุดอยตุง



ทั้งนี้การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์ ควรทำควบคู่ไปกับการกระทำความดี การคิดดี พูดดี ครองตนอยู่ในความดี ถ้าทำเช่นนี้ได้ชีวิตของเราก็จะมีความสุขกายสุขใจ พบแต่เรื่องที่ดีๆแน่นอน

เทปกาวแต่ละชนิดใช้งานแตกต่างกันยังไง

    เมื่อพูดถึงเทปกาว คงเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะเทปกาวสามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในการทำงาน วันนี้เราจะมาดูกันนะคะ ว่าเทปกาวแต่ละประเภท แตกต่างกันยังไง

1.เทปโฟม 2 หน้า

    เทปโฟม มีคุณสมบัติในการยึดติดสูง ตัวเทปมีความหนา เหมาะสำหรับงานที่ต้องการติดถาวร หรือติดในเวลานาน เนื่องจากกาวเหนียวแน่นติดทนนาน ลอกออกยากและเหมาะสำหรับงานที่มีการรับน้ำหนัก งานศิลปะหรืองานทั่วไป

2.เทปใส/เทปขุ่น


 เทปใส/เทปขุ่น มีคุณสมบัติในการติดเพื่อการปิดผนึก หรือยึดตึดสิ่งของที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น กระดาษ  หรือใช้สำหรับงานศิลปะและงานทั่วไป ตัวกาวเหนียวแน่น ติดทนนาน ลอกออกง่าย

3.เทปOPP

เทปโอพีพี เป็นเทปม้วนใหญ่ ที่เหมาะสำหรับงานปิดผนึก ปิดกล่อง ใช้ในโรงงาน หรือสำหรับใช้งานทั่วไป กาวที่เทปมีความเหนียว แน่น ติดทนนาน


4.เทปตีเส้น

เทปตีเส้น เป็นสติ๊กเกอร์สำหรับใช้งานอเนกประสงค์ เช่น งานศิลปะ งานตีเส้นต่างๆ มีลักษณะสีสันสดใส สะดุดตา

5.เทปผ้า

เทปผ้า มีลักษณะเหนียวแน่น สามารถกันน้ำและกันชื้นได้ดี สำหรับใช้งานได้อเนกประสงค์ ติดสายไฟ ติดท่อน้ำและติดกล่อง ฯลฯ

6.เทปเยื่อกาว

เป็นเทปเยื่อกาว 2 หน้า เหมาะสำหรับงานที่ต้องยึดติดของสองสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน และสำหรับงานที่ต้องการความสวยงาม มีลักษณะบาง ใช้งานง่าย กาวเหนียว ติดทนนาน ลอกออกยาก

7.เทปกระดาษกาวย่น

เทปกาวย่น สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์ ทั้งงานเอกสาร ติดสันรายงาน หนังสือ ติดกล่อง ติดได้ทั้งในพื้นพิวที่เรียบและขรุขระ กาวเหนียวแน่นติดทนนาน

ท่านสามารถเลือกซื้อเทปกาวคุณภาพดีราคาพิเศษได้ที่ https://goo.gl/Xg6hTB

รู้หรือไม่ ลิควิดเปเปอร์เกิดขึ้นได้เพราะสิ่งนี้??

นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม Bette Nesmith Graham เลขาสาวชาวอเมริกัน ที่มักจะมีปัญหาเวลาทำงาน เมื่อเธอพิมพ์ดีดผิดต้องใช้ยางลบช่วยลบ ทำให้งานที่ออกมาดูไม่เรียบร้อย ซึ่งต่อมาพิมพ์ดีดธรรมดาได้กลายเป็นพิมพ์ดีดไฟฟ้า ทำให้การทำงานของเธอดูจะยุ่งยากมากไปกว่าเดิม เนื่องจากไม่สามารถใช้ยางลบ ลบได้ ต้องเริ่มต้นพิมพ์ใหม่ทั้งหมด ทำให้งานของเธอล่าช้ามากยิ่งขึ้น เธอจึงหาวิธีที่จะแก้ปัญหานี้
ใบปี คศ. 1956 นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม นึกขึ้นได้ว่า เวลาจิตรกรแก้ไขภาพที่วาดผิดได้นำสีขาวมาทาทับจึงได้ไอเดียนี้ขึ้นมา จึงผสมน้ำยาลบคำผิดขึ้นมาและใช้พู่กันป้ายไปที่คำผิดของเธอ ซึ่งช่วยทำให้การทำงานของเธอง่ายมากขึ้น ต่อมาเมื่อเลขานุการคนอื่นๆ ได้เห็นตัวน้ำยาลบคำผิดนี้ จึงเกิดความสนใจกันเป็นอย่างมาก นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม จึงได้แบ่งน้ำยาลบคำผิดใส่ลงขวดที่เหมือนขวดยาทาเล็บให้กับเหล่าบรรดาเลขา และได้ทำผลิตภัณฑ์ Mistake Out เป็นธุรกิจของตัวเองขึ้นมาที่ช่วยกันทำภายในครอบครัว ในปีเดียวกัน และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ลิควิดเปเปอร์ ในเวลาต่อมา

ในปี 1967 นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม ได้ตั้งโรงงานและสำนักงานใหญ่ขึ้นมา ทำให้ในปีนั้น ลิควิดเปเปอร์ มียอดขายถึง 1 ล้านขวด และในปี 1975 ได้ย้ายโรงงานและสำนักงานให้มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น สามารถผลิตน้ำยาลบคำผิดได้นาทีละ 500 ทำให้ในปีนั้นมียอดขายถึง 25 ล้านขวด
ในปี ค.ศ.1979 นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม ได้ขายกิจการให้กับบริษัทยิลเล็ต (Gillette) ในราคา 47.5 ล้านดอลลาร์ และในปี 1980 6 เดือนหลังจากขายกิจการ นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม ก็ได้เสียชีวิตลงในวัยเพียง 56 ปี



นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม ถือเป็นอีกบุคคลที่มีความสำคัญทางวงการเครื่องเขียนเลยก็ว่าได้ ทำให้เราได้มีน้ำยาลบคำผิดใช้กันจนทุกวันนี้ เพราะสิ่งที่นางเบ็ต เนสสมิธ เกรเเฮม ได้คิดค้น ถูกต่อยอดมาอีกมากมาย ทั้งปากกาลบคำผิด เทปลบคำผิด ที่คอยแก้ไขการทำงานของเราให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจากเอ็มไทย

วางแผนเที่ยววันหยุดปี 2560 ของพนักงานออฟฟิศ

ใกล้ถึงช่วงปลายปีกันแล้ว หลายคนอาจจะกำลังวางแผนการเที่ยวสำหรับปีหน้ากันอยู่ ทั้งเที่ยวในต่างประเทศและในประเทศ วันนี้เรามาดูวันหยุดของปีหน้ากันนะคะ ว่ามีวันไหนบ้าง เพื่อวางแผนการเที่ยวและดูวันลาล่วงหน้าจะได้กระทบกับการลางานน้อยที่สุด เพราะถ้ามีการวางแผนล่วงหน้า ก็จะได้จองที่พักหรือตั๋วเครื่องบินก่อน ยิ่งเวลามีโปรโมชั่นของสายการบินจองแล้วบินข้ามปี ยิ่งราคาถูกกว่าจองแบบกระทันหันมาก


เดือนมกราคม

เดือนมกราคมเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและการเริ่มต้นใหม่ เนื่องจากเป็นเดือนของวันเริ่มต้นของปี มีวันหยุดคือวันขึ้นปีใหม่ ที่หยุดต่อเนื่องมาจากวันส่งท้ายปีเก่าของเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทำให้เดือนมกราคมมีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน คือวันที่ 1 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ วันจันทร์ที่ 2 วันหยุดชดเชยวันส่งท้ายปีเก่าของวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ที่ตรงกับวันเสาร์ และวันอังคารที่ 3 วันหยุดชดเชยวันขึ้นปีใหม่ เท่ากับว่าได้วันหยุด 4 วัน ต่อเนื่องกัน เหมาะสำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนหรือกลับบ้านต่างจังหวัด แต่ถ้าอยากไปเที่ยวต่างประเทศหรือพักผ่อนมากขึ้น ก็อาจจะต้องลาวันที่ 4 5 6 เพิ่ม ก็จะได้วันหยุดรวมทั้งสิ้น 9 วัน ไปเที่ยวยุโรปได้สบายๆเลยค่ะ



เดือนกุมภาพันธ์

เดือนแห่งความรักของใครหลายๆคน นอกจากจะเป็นเดือนที่มีวันแห่งความรักแล้ว ยังมีวันสำคัญทางศาสนาอีกด้วย คือวันมาฆบูชา ในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ ทำให้วันจันทร์ที่ 13 เป็นวันหยุดชดเชยของวันมาฆบูชา เดือนมีนาคมจึงมีวันหยุดต่อเนื่อง 3 วันคือ 11 12 13 สามารถไปเที่ยว 3 วัน 2 คืนได้สบายๆ อาจจะไปหัวหิน ระยอง กาญจนบุรี จังหวัดที่เดินทางไม่ไกลมาก หรือจะนอนพักผ่อนอยู่กับบ้านก็ดีไปอีกแบบนะคะ



เดือนมีนาคม

เป็นเดือนที่ไม่มีวันหยุดต่อเนื่องเลย เดือนมีนาคมเป็นเดือนที่หลายๆสถาบันการศึกษาได้ทยอยปิดภาคเรียนกันแล้ว ทำให้การจราจรสะดวกมากยิ่งขึ้น และเป็นเดือนที่เด็กๆหลายคนได้ไปเที่ยวได้เต็มที่ คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้โอกาสในช่วงเดือนนี้ที่ลดน้อย คนน้อย พาบุตรหลานไปเที่ยวช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ได้นะคะ อาจจะไปจังหวัดใกล้ๆอย่างชลบุรี พัทยา ปราจีนบุรี นครนายก ไป2วัน1คืนได้สบายๆเลยค่ะ



เดือนเมษายน

เดือนแห่งการพักผ่อน เนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันหยุดเยอะและต่อเนื่องยาวกว่าเดือนอื่น ๆ
และยังเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือวันสงกรานต์ที่เป็นเทศกาลที่หลายๆคนรอคอยอีกด้วย เริ่มด้วยวันที่ 6 วันจักรี
วันที่ 13 14 15 วันสงกรานต์ และวันที่ 17 วันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ แต่วันที่17 หน่วยงานเอกชนส่วนใหญ่จะไม่ได้หยุดให้ยังไงลองเช็คปฎิทินบริษัทกันด้วยนะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นขาดงานไป วันหยุดต่อเนื่องแบบไม่ต้องลางานเลยจะได้ 4-5 วัน คือวันที่ 13-17 (ในกรณีที่บริษัทไม่หยุดวันที่17 ก็จะได้แค่ 4 วัน) แต่ในเดือนนี้ส่วนใหญ่จะหยุดยาวกันต่อเนื่อง ก็จะลากันตั้งแต่วันที่ 7 10 11 12 ลาเพิ่ม 4 วัน ทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องถึง 12 วันเลยทีเดียว



เดือนพฤษภาคม

เป็นเดือนที่มีวันหยุดไม่น้อยหน้าไปกว่าเดือนเมษยนเท่าไหร่เลยนะคะสำหรับเดือนพฤษภาคมนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 วันแรงงาน ซึ่งเป็นวันจันทร์ทำให้มีวันหยุดต่อเนื่อง 3 วัน เสาร์ อาทิตย์

วันที่ 10 วันวิสาขบูชา ซึ่งตรงกับวันพุธ จะเลือกลาข้างหน้าคือจันทร์กับอังคาร หรือลาข้างหลัง คือพฤหัสบดีกับศุกร์ ก็เลือกได้ตามอัธยาศัยเลยค่ะหรือจะลาปิดหัวปิดท้ายไปเลยก็ได้ ถ้าวันลาเหลือและไม่กระทบต่องาน ถ้าลาปิดหัวปิดท้าย 4 วัน ก็จะมีวันหยุดยาวๆไปเลยถึง 9 วัน ซึ่งบางหน่วยงานก็จะมีวันหยุดในวันศุกร์ที่12 คือวันพืชมงคลอีกด้วย ทำให้ใช้วันลาแค่ 3วัน แต่ได้หยุดถึง 9 วันเลย ใครจะใช้สิทธิ์ลาวันไหนยังไง อย่าลืมดูปฏิทินบริษัทกันดีๆนะคะ เพราะบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จะไม่หยุดวันพืชมงคล





เดือนมิถุนายน

เป็นเดือนที่หลายๆสถาบันการศึกษาเริ่มทยอยกันเปิดเทอมแล้ว อาจจะเป็นช่วงที่รถเริ่มกลับมาติดอีกครั้ง เดือนนี้ไม่มีวันหยุดเลย แต่ก็ได้หยุดกันมาอย่างต่อเนื่องจากเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมกันแล้ว เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะหมดงบกันไปแล้ว เดือนมิถุนายนเลยเป็นเดือนที่ไว้สำหรับพักเงินและเริ่มต้นเก็บเงินไว้เที่ยวช่วงปลายปีใหม่อีกครั้ง


เดือนกรกฎาคม

เดือนกรกฎาคมเป็นอีกเดือนที่มีวันสำคัญทางศาสนาอยู่นั่นก็คือ วันที่ 8 วันอาสาฬหบูชา และวันที่ 9 วันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับเสาร์อาทิตย์ ทำให้วันจันทร์ที่10 และวันอังคารที่ 11 เป็นวันหยุดชดเชย เดือนกรกฎาคมจึงมีวันหยุดต่อเนื่องถึง 4 วัน แต่ถ้าอยากหยุดยาวมากกว่านั้นและยังไม่เคยลางานเลยวันลาเหลือ ก็ลา 12 13 14 ต่ออีก 3 วัน ก็จะได้หยุดยาวต่อเนื่องถึง 9 วัน

วันที่ 28 วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ทำให้ได้หยุดศุกร์เสาร์อาทิตย์กันยาวๆฟินๆกันไปเลยค่ะ





เดือนสิงหาคม

เดือนของคุณแม่ เนื่องจากเป็นเดือนที่มีวันแม่แห่งชาติอยู่ด้วย ทำให้ทั้งเดือนสิงหาคมตลบอบอวนไปด้วยความรักของแม่และลูกๆ ซึ่งในปีนี้วันแม่ตรงกับวันเสาร์ที่ 12 ทำให้ได้วันหยุดต่อเนื่อง 3 วัน เสาร์ อาทิตย์ จันทร์



เดือนกันยายน

เป็นเดือนแห่งการพักเงินและตั้งใจทำงานอีกแล้ว เนื่องจากไม่มีวันหยุดต่อเนื่องในเดือนนี้ และเป็นเดือนที่ลูกๆหลานๆอาจจะอยู่ในช่วงสอบ ยิ่งทำให้เดือนนี้หลายๆคนเลยไม่ค่อยได้ไปไหน



เดือนตุลาคม

เดือนตุลาคมจะมีวันหยุด 2 วัน คือวันที่ 23 วันปิยมหาราช ทำให้เดือนนี้มีวันหยุดต่อเนื่อง3วันคือ 21 22 23 เสาร์ อาทิตย์และจันทร์ และวันหยุดใหม่ที่ครม.เพิ่งประกาศเมื่อไม่นานวันนี้ วันที่ 13 วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช



เดือนพฤศจิกายน

เดือนรองสุดท้ายก่อนสิ้นปี เป็นเดือนที่ไม่มีวันหยุดต่อเนื่อง เอาไว้เป็นเดือนให้ทุกคนปั่นงานและเก็บเงินไว้เที่ยวสิ้นปีกันค่ะ



เดือนธันวาคม

เดือนแห่งการสังสรรค์และเป็นเดือนส่งท้ายปี มีวันหยุดและวันสำคัญหลายวัน เริ่มจากวันที่ 5 วันพ่อแห่งชาติ วันที่ 10 วันรัฐธรรมตรงกับวันอาทิตย์ ทำให้วันจันทร์ที่ 11 เป็นวันหยุดชดเชยจึงได้วันหยุดต่อเนื่อง 3 วัน 9 10 11 และวันหยุดที่หลายคนรอคอย วันสิ้นปี 31 ธันวาคม จะหยุดยาวต่อเนื่องไปถึง 2 มกราคม ปีถัดไป

เมื่อวางแผนไปเที่ยวกันแล้วอย่าลืมวางแผนการทำงานกันด้วยนะคะ ต้องจัดสรรเวลางานให้ดีให้งานเสร็จ ให้การไปเที่ยวไม่กระทบกับงาน และไม่เดือนร้อนเพื่อนร่วมงานหรือบริษัท เพราะว่าถ้าหยุดยาวๆโดยงานไม่เสร็จอาจจะได้ลาพักยาวแบบไม่มีกำหนดเลยก็เป็นได้